Resist Chapter 2 [Minwon Fiction]

[Resist Fiction]
Chapter 2
“เฮ้อ” มินกยูนั่งเท้าคางพลางถอนหายใจ อยู่ในคาบเรียนสุดท้ายของวัน จริงๆวันนี้ทั้งวันก็ไม่ค่อยจะได้เรียนสักเท่าไร เพราะมัวแต่คิดเรื่องผู้ชายคนเมื่อวานที่จู่ๆก็มาเคาะประตูห้องของเขาแล้วเดินเข้ามานอนบนเตียงของเขา แถมพอตื่นขึ้นมาก็เดินออกไปทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หนึ่งชั่วโมง...ที่เขาอดทนนั่งรอให้อีกคนตื่นขึ้นมา เพราะเขาเองก็ไม่อยากที่จะเสียมารยาทไปปลุกคนที่หลับเป็นตายแบบนั้น แต่พอตื่นขึ้นมา เขายังไม่ทันที่จะได้พูดอะไร คนๆนั้นก็ลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจเดินไปใส่รองเท้าแล้วเดินออกจากห้องของเขาไป ทิ้งให้มินกยูนั่งงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“หรือบางทีอาจจะเดินละเมอ”

“ใครกันนะ”

“คงไม่ใช่คนไม่ดีใช่มั้ย”


ย้อนกลับไปเมื่อวาน

มินกยูไม่รู้จะทำยังงัยกับผู้ชายที่นอนอยู่บนเตียงของเขา จริงๆก็อยากส่งเสียงปลุกแต่เพราะเห็นว่านอนหลับแบบนั้นเลยไม่กล้าที่จะทำอะไร นอกจากทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่โต๊ะเขียนหนังสือ นั่งมองอีกคนอยู่อย่างนั้น เวลา 18.00 น. เสียงของนาฬิกาข้อมือของคนที่นอนอยู่ดังขึ้น เขาค่อยๆยันตัวลุกขึ้นช้าๆพลางค่อยๆลืมตาขึ้นเพื่อปรับสายตาให้เข้าที่

เมื่อเห็นว่าอีกคนตื่นแล้วมินกยูก็ลุกจากเก้าอี้ เดินไปที่เตียงนอนแล้วก้มตัวลงมองอีกคน เพื่อหวังว่าจะได้ยินคำพูดอะไรจากอีกคน แต่พออีกคนหันมาสบตากับเขา นอกจากไม่พูดอะไรแล้วยังจ้องหน้าเขาแล้วทำหน้าซึนใส่อีก
“เอ่อ...คือ...คุณ” เพราะไม่รู้ว่าอีกคนอายุมากหรือน้อยกว่าจึงพูดสุภาพเอาไว้ก่อน แต่พอพูดได้เท่านี้ อีกคนก็ก้าวขาลงจากเตียง ลุกขึ้นยืนแล้วบิดขี้เกียจ เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ใส่อยู่ค่อยๆเลิกขึ้นไปตามแขนที่ยืดขึ้นไปเหนือหัว เผยให้เห็นขอบกางเกงบ๊อกเซอร์ไล่ขึ้นไปจนเห็นผิวขาวๆของหน้าท้องแบนราบ สายตาของมินกยูจับจ้องไปที่ปลายเสื้อเชิ้ตที่ค่อยๆเลิกขึ้นไปทีละนิดๆ เสียงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ดังขึ้นในความเงียบ คนต้นเหตุแสร้งทำเป็นว่าไม่ได้ยิน หันหลังไปสวมรองเท้าแล้วรีบเดินออกจากห้องไป

“เค้าคงไม่ได้ยินใช่มั้ยอ่า หึยยย จะกลืนน้ำลายทำไมเนี่ย” มินกยูพึมพำกับตัวเอง
“ไม่หรอก เค้าไม่ได้ยินหรอก” นึกพลางสะบัดหัวไล่ความคิด

“จะนั่งอีกนานมั้ยเนี่ย ห้ะ…” หมิงฮ่าว ที่พยายามเรียกอีกคนมาสักพักใหญ่ พูดพลางเอาศอกกระทุ้งให้รู้สึกตัว
“อะอะอะไร” มินกยูสะดุ้ง
“เรียกตั้งนานแล้วมัวเหม่ออะไรอยู่”
“คิดถึงสาวป่ะเนี่ย” ซอกมินแซว
“ป่าว... ใช่ซะที่ไหนเล่า” ว่าพลางลุกขึ้นหยิบกระเป๋า
“แล้วจะไปด้วยกันป่าว”
“ไปไหนอ่ะ”
“ห้องซอกมินงัย”
16.17 น. มินกยูยกข้อมือขึ้นมาดูเวลา ก่อนตอบ
“อืมม ไม่อ่ะ”
“งั้นพรุ่งนี้เจอกัน”ซอกมินและหมิงฮ่าวพูดพลาง พยักหน้าให้ก่อนพอกันเดินออกจากห้องไป

มินกยูออกจากห้องเรียนเดินมาตามทางเดินของอาคารชั้น 13 ตรงไปยังที่ตั้งของลิฟท์ที่อยู่สุดทางเดิน เขายืนรอลิฟท์อยู่สักพัก เมื่อประตูลิฟท์เปิดออกเขาจึงเดินเข้าไปยืนด้านในสุดของลิฟท์ ประตูลิฟท์ปิดลงและค่อยๆเคลื่อนตัว เพราะเป็นเวลาเลิกคลาสของนักศึกษาส่วนใหญ่ ลิฟท์จึงเปิดรับคนเข้ามาในทุกๆชั้นที่เคลื่อนตัวผ่านทีละชั้นๆ จำนวนคนในลิฟท์ค่อยๆเพิ่มมากขึ้น จนเต็มความสามารถที่จะบรรทุกคนได้อีก ในขณะที่ลิฟท์ยังคงเคลื่อนตัวลง ประตูลิฟท์ยังคงถูกเปิดออกที่ชั้น 7 เมื่อเห็นว่าไม่สามารถบรรทุกคนเพิ่มได้อีก คนที่ยืนอยู่ใกล้ปุ่มกด จึงเอื้อมมือไปกดปุ่มเพื่อให้ประตูปิด ในขณะที่ประตูกำลังจะปิดลง

1.7 นิ้ว คือระยะห่างระหว่างบานประตูทั้งสองของลิฟท์ที่มินกยูมองออกไปแล้วพบกับใครบางคน ใบหน้าที่เขารู้สึกคุ้น ใบหน้าของใครบางคนที่กำลังยืนหัวเราะอยู่ท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก
0.7 นิ้ว คือช่องว่างระหว่างประตูลิฟท์ ที่มินกยูมองออกมาเห็นดวงตาของใครบางคนที่หยุดหัวเราะลงทันทีและกำลังปรายตามองมาทางเขา ราวกับรู้ตัวว่ากำลังถูกจ้องมองอยู่

มินกยูเดินออกจากลิฟท์ทันทีที่ลิฟท์เคลื่อนตัวมาหยุดที่ชั้น 1 ของอาคาร แม้ว่าจะเป็นเวลาแค่เพียงไม่กี่นาทีแต่เขาก็คิดว่าผู้ชายคนที่เจอเมื่อครู่คล้ายกับคนที่ไปที่ห้องของเขาเมื่อวาน แม้จะไม่แน่ใจนักแต่ก็ให้น้ำหนักที่ 70 เปอร์เซ็นต์กับความคิดตัวเอง

16.30 น.เขายกข้อมือขึ้นเพื่อดูเวลาอีกครั้ง หลังจากที่เดินออกมาจากมหาวิทยาลัย
“มินกยู” เสียงเรียกดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“พี่ซึงซอลสวัสดีครับ” เอ่ยทักทันทีที่หันไปพบกับคนต้นเสียง
“เรียนเสร็จแล้วหรอ จะไปไหนล่ะเรา”
“กำลังจะกลับหอครับ”
“ทำไมรีบกลับจัง ไปนั่งเล่นที่ร้านด้วยกันก่อนสิ”
“เอ่อ…” ยังไม่ทันที่อีกคนจะพูดต่อ
“อ๋อ...เออ...ใช่ๆ ฮ่าฮ่าฮ่า” พูดพลางหัวเราะ จู่ๆซึงซอลก็พูดเหมือนกับนึกอะไรขึ้นมาได้
“เออรีบกลับๆ กลับดีๆล่ะ ไว้เจอกัน” พูดพลางตบไหล่รุ่นน้อง ก่อนเดินไป

16.45 น. มินกยูมองหน้าปัดนาฬิกาที่ข้อมือ ก่อนเดินเข้าไปในร้านมินิมาร์ทใกล้หอพัก
น้ำดื่ม นม น้ำผลไม้ ช็อกโกแลตบาร์ ซีเรียล และขนมขบเคี้ยว ค่อยๆถูกเติมลงในตะกร้าจนเต็ม ก่อนถูกนำไปจ่ายเงินที่เคาเตอร์

ภายในห้องพัก 0817
มินกยูวางสัมภาระวางลงบนโต๊ะ ก่อนเหลือบมองนาฬิกาบนหัวเตียงที่บอกเวลา 17.00 น.
“วันนี้จะมามั้ยนะ” นึกพลางมองไปที่ประตูห้อง
“อ๊ะ ไม่สิ ต้องไม่มาสิ เพราะไม่อยากให้มานี่ เป็นใครก็ไม่รู้” นึกพลางนำขนมและน้ำที่ซื้อมาไปใส่ในตู้เย็น
17.07 น. เสียงเคาะประตูดังขึ้น พอรู้ตัวอีกทีมินกยูก็เปิดประตูให้อีกคนเข้ามาในห้องเสียแล้ว เหมือนเป็นไปโดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ตัว พอหันมาอีกทีคนที่เพิ่งมาถึงก็คลานขึ้นไปนอนคว่ำบนเตียงตัวเองเสียแล้ว
มินกยูได้แต่ยืนอ้าปากค้างอยู่ปลายเตียง
“ต้องรออีกแล้วหรอ” เขานึก
“ไม่ได้สิ วันนี้ต้องทำอะไรสักอย่าง” นึกพลางเดินเข้าไปใกล้ เอื้อมมือจะไปสะกิดอีกคน แต่จู่ๆคนที่นอนอยู่ก็ดันพลิกตัวมานอนหงาย พลางบิดขี้เกียจจนเสื้อเปิดขึ้นไปเห็นหน้าท้อง มินกยูกลั้นหายใจ หันหลังให้แล้วตัดสินใจเดินไปหยิบผ้าห่มผืนเล็กจากชั้นวาง ค่อยๆคลี่ผ้าออกก่อน บรรจงคลุมผ้าลงบนลำตัวของอีกคนอย่างเบามือ
“อื้อออ” พอรับรู้ได้ถึงความอุ่นของผ้าห่มก็ส่งเสียงออกมาก่อนขยับตัวเล็กน้อย แม้ว่าเสียงที่ออกมาจะใหญ่แต่ก็ฟังดูงุ้งงิ้งอยู่ดีสำหรับมินกยู
“ไม่ต้องมางุ้งงิ้งเลย” พึมพำเบาๆ ก่อนเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว

เสียงข้อความแชทดังขึ้น มินกยูรีบหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกงเพื่อกดอ่านข้อความ เป็นข้อความจากกลุ่มแชทของชมรมบาส รูปโปสเตอร์การแข่งขันบาสเกตบอลถูกส่งมา พร้อมกับข้อความ “การแข่งขันบาสเกตบอลระดับมหาวิทยาลัย เพื่อค้นหาสุดยอดนักกีฬาบาสเกตบอลเพียง 1 ทีม ที่จะได้เดินทางไปชมการแข่งขันบาสเกตบอสที่ประเทศญี่ปุ่น”
ซึงซอล : สอบเสร็จเจอกันนะเด็กๆ ตั้งใจอ่านหนังสือกันล่ะ ฮาร์ททึ

อ่านจบกำลังจะเก็บโทรศัพท์ไว้ตามเดิม มินกยูก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เขาเดินกลับไปที่เตียงอีกครั้ง และมองไปที่อีกคนที่กำลังหลับสนิท ก่อนกดบันทึกภาพ แล้วยิ้มกับตัวเอง “พรุ่งนี้ ต้องรู้ให้ได้” เขานึกพลางวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ก่อนหันไปมองคนบนเตียงอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าอีกคนนอนโดยที่ไม่ได้หนุนหมอน จึงเดินไปเลื่อนหมอนมาใกล้ๆหัวของอีกคน
“เอ๊ะ ไม่สิ เราต้องไม่ทำอะไรอย่างนี้สิ ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้สักหน่อย” เขานึกพลางเดินถอยออกมาจากเตียง


18.00 น. มินกยูเหลือบมองนาฬิกา เขายืนจ้องอีกคนที่กำลังงัวเงียตื่น แต่ก็กลัวว่าอีกคนจะเห็นว่าเขามองอยู่จึงหันหลังไปเปิดตู้เย็นแล้วหยิบขวดน้ำออกมาดื่ม ขณะกำลังดื่มน้ำ เป็นเวลาเดียวกันกับที่อีกคนลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจก่อนนั่งในท่าเป็ด แล้วเงยหน้ามองไปทางมินกยูที่กำลังยืนดื่มน้ำอยู่ ก่อนยื่นมือข้างขวาออกมาจนสุดแขน “หืมมม” มินกยูกลืนน้ำลงคอ ก่อนชี้ที่ขวด อีกคนไม่ตอบอะไรเพียงแค่พยักหน้า หงึกๆสองที มินกยูจึงยื่นขวดน้ำให้อีกคน รับไปดื่มอย่างกระหาย “นี่มันจูบทางอ้อมเลยนะ” เขานึกตอนที่เผลอมองริมฝีปากของอีกคนกำลังทาบลงบนปากขวดน้ำตำแหน่งเดียวกับที่ริมฝีปากของเขาเคยสัมผัส มินกยูมองไล่ตั้งแต่ลำคอที่ยืดขึ้นเพื่อดื่มน้ำลงมายังแผงอกที่ตอนนี้เสื้อเชิ้ตสีขาวเริ่มแนบลงบนผิวกายเพราะน้ำที่หกจากขวด เขายืนกำมือแน่น “นี่มันอะไรกัน”

“ทั้งท่านั่งแบบนั้น ทั้งเสื้อที่เปียก นี่มันอะไรกัน”

ปล.ท่านั่งเป็ด คือท่านั่งคล้ายท่าเต้นในเพลง Don't wanna cry ที่นั่งแล้วยกแขนขึ้นมา แต่จะนั่งลงไปจนก้นติดพื้นเลย เรียก ท่านั่งเป็ด ล่ะ >.<


To Be Continued ...

minwon fictions by @Serenity1707

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม