Resist Chapter 10 [MinWon Fiction]
Resist
Chapter 10
“มินกยู..ไปทำอะไรมาเนี่ย” คนที่นั่งเรียนข้างกันป็นประจำอย่างหมิงฮ่าวถามขึ้นหลังจากที่เอียงตัวไปสูดกลิ่นใกล้ๆคนตัวสูง
“ห้ะ!!ทำไมหรอ” มินกยูพูดพลางขยับตัวหนี
“เดี๋ยวนี้นายใส่น้ำหอมด้วยหรอ” เพื่อนอีกคนที่เพิ่งเดินมานั่งลงใกล้ๆถามขึ้น
“ไม่ใช่สักหน่อย แต่หอมใช่มั้ยล่ะ” พูดพลางยิ้มอย่างภูมิใจ
“ไม่อ่ะ มันประหลาดๆยังงัยไม่รู้อ่ะ” เพื่อนทั้งสองพูดออกมาแทบจะพร้อมกัน
“เห้ยย นายพูดอะไรกันเนี่ย...(นี่มันกลิ่นพี่วอนอูเลยนะ)” มินกยูพูดได้แค่ประโยคแรกเท่านั้น ส่วนประโยคหลังทำได้แค่คิดในใจ แล้วก็ทำหน้างอใส่เพื่อนทั้งสอง
“หอมจะตายไป” เขาพูดด้วยท่าทางที่ภูมิใจที่ตัวเองมีกลิ่นเดียวกันกับอีกคน เพราะเมื่อเช้าเขาอาบน้ำและใช้ครีมอาบน้ำที่ห้องของวอนอู
“หื้มม...ตกใจหมดมาทำอะไรลับๆล่อๆตรงนี้เนี่ย” วอนอูพูดหลังจากที่จู่ๆซึงซอลก็โผล่ออกมาจากพุ่มไม้แล้วฉุดเขาเข้าไป
“ชู่ว...เงียบก่อน”
“อะไร มีอะไรหรอ” วอนอูที่เงียบอยู่พักหนึ่งตัดสินใจถามขึ้น
“มีคนเดินตามนายมาน่ะ”
“ห้ะ...ตรงไหนเหรอ ไม่เห็นจะมีใครเลย” วอนอูพูดพลางลุกขึ้นยืนแล้วมองไปรอบๆ
“นั่งลงก่อน” ซึงซอลพูดพลางดึงแขนให้นั่งลง
“ไม่เห็นใครเลย”
“นั่นไงๆคนนั้น นายรู้จักไหม” ซึงซอลพูดพลางชี้ไปที่ชายแปลกหน้าในชุดนักศึกษาที่หันซ้ายทีขวาทีมองไปรอบๆเหมือนกับกำลังมองหาอะไรอยู่
วอนอูส่ายหน้าแทนคำตอบ
“งั้น...เอาอย่างนี้นะ เดี๋ยวพอเราออกไปนายก็แค่ทำตามน้ำนะ ตกลงไหม”
ยังไม่ทันที่วอนอูจะตอบอะไรซึงซอลก็พาเขาออกมาจากตรงนั้นแล้ว
มือข้างซ้ายที่กอดคอไว้ค่อยๆเลื่อนลงมาเป็นกอดเอวคอดแทน แค่แขนข้างเดียวของซึงซอลก็แทบจะรวบเอวบางของวอนอูได้ทั้งหมดแล้ว
“หืม..นายจะทำอะไร” วอนอูกระซิบถาม
“เถอะน่าตามน้ำไปก่อน”
“อย่าทำอะไรที่...” พูดยังไม่ทันจบประโยคซึงซอลก็หอมฟอดเข้าที่แก้มของวอนอูแบบไม่ทันตั้งทัน
“เฮ้ยยยย...” ซึงซอลหยุดอีกคนด้วยการหยิกจมูกเบาๆพลางยิ้มยิงฟัน
“ตามน้ำๆ” พูดทั้งๆที่ปากยังคงยิ้มอยู่
ซึงซอลพาวอนอูเดินลัดเลาะผ่านทางเดินรอบอาคารเรียนต่างๆมาที่ห้องชมรมของตัวเอง
“ทำไมต้องพาเดินมาทางที่มันลำบากๆด้วย” วอนอูบ่นพลางใช้มือปัดกางเกง
“ก็เดี๋ยวหมอนั่นตามเรามาได้น่ะสิ”
“เหลวไหลน่า...แล้วพามาที่นี่เนี่ยนะ”
“ที่นี่ปลอดภัยสุดแล้ว” ซึงซอลพูดพลางนั่งลงบนโซฟากลางห้อง
“ปลอดภัยอะไรล่ะ แล้วถ้าเด็กนั่น...”
“เออ จริงด้วย แต่นายอย่าห่วงไปเลยเด็กนั่นไม่เคยมาตอนกลางวันหรอก มานั่งนี่มา” ว่าพลางตบที่นั่งข้างๆเบาๆ
วอนอูจำใจทำตามที่เพื่อนบอก เพราะเดินอ้อมโลกมาตั้งไกลเหนื่อยเต็มทีขอนั่งพักสักหน่อย
“ดูหนังกันป่ะ” พูดทันทีที่วอนอูนั่งลงข้างๆ
“หนัง?” ทวนคำพลางทำหน้าสงสัยใส่เพื่อน
“อื้อ ดูหนังกัน เค้าว่ากันว่าเรื่องนี้สนุก” พูดพลางต่อสายโทรศัพท์เข้ากับทีวี
ไฟทุกดวงในห้องชมรมดับลง มีเพียงแสงสว่างจากหน้าจอโทรทัศน์ กับคนสองคนที่นั่งเคียงกันอยู่บนโซฟาตัวยาวที่หันหลังให้กับประตูห้อง
ภาพยนตร์ที่ดำเนินเรื่องอย่างฉับไวและน่าตื่นเต้นตามแบบฉบับของภาพยนตร์ผจญภัยทำให้คนหนึ่งแทบจะนั่งไม่ติดเก้าอี้เพราะลุ้นไปกับทุกฉากทุกตอน แต่กับอีกคนหนึ่งนั้น...
“อ้าว หลับไปตั้งแต่เมื่อไร” ซึงซอลพูดพลางจับศรีษะของอีกคนให้เอนมาสบลงบนไหล่ซ้ายของตัวเอง พอได้ที่วางศรีษะเรียบร้อยก็ขยับตัวเอียงสบพร้อมกับเอาแขนมาวางพาดลงบนหน้าตักของอีกคน
“ก็เป็นแบบนี้แล้วจะปล่อยให้ไปกับคนอื่นได้ยังงัยเล่า” ซึงซอลพึมพำเบาๆ
เขาปล่อยให้คนขี้เซาหลับอยู่อย่างนั้น
ประตูห้องชมรมถูกเปิดออกโดยผู้มาเยือน ซึงซอลหันไปมองตามเสียง พอพบคนที่คุันเคยก็เอานิ้วชี้ทาบบนริมฝีปากเป็นสัญญาณบอกให้ระวังเสียงด้วยกลัวอีกคนตื่น ส่วนผู้มาเยือนที่เห็นภาพตรงหน้าก็เข้าใจไปในทันทีว่าตัวเองมาผิดเวลาก็รีบโค้งขอโทษก่อนจากไป
ซึงซอลถอนหายใจเมื่อประตูห้องถูกปิดลง พลางนึกในใจว่าหวังว่าเด็กนั่นคงไม่ทันสังเกตเห็นนายหรอกนะ พอสิ้นความคิดคนข้างๆก็ขยับตัวเอาแก้มถูกับไหล่ของเขาพลางส่งเสียง “งื้อ” ออกมา
“โอ๋ๆ นอนซะนะ” ว่าพลางลูบศรีษะของอีกคนเบาๆ
ไม่อยากจะนึกเลยว่าถ้าเด็กนั่นมาเห็นจะเกิดอะไรขึ้น
แม้ว่าจะอยู่ในคลาสเรียนแต่ใจของมินกยูไม่ได้จดจ่อในห้องเรียนเลยแม้แต่น้อย เขานึกถึงภาพที่เห็นเมื่อตอนกลางวันที่ห้องชมรม ภาพของชายสองคนที่นั่งอยู่บนโซฟาโดยมีอีกคนซบไหล่อยู่นั้น แม้ว่าจะเห็นแค่ด้านหลังแต่คนๆนั้นก็ดูคล้ายวอนอูมาก ถ้าแค่นั้นเขาคงคิดว่าตัวเองคิดมากไปเอง แต่ขณะที่เขากำลังจะเดินออกมาคนที่ซบไหล่ยกแขนขึ้นมาขยี้ตาหรืออะไรสักอย่าง นั่นทำให้เขาเห็นนาฬิกาข้อมือเรือนนั้น นาฬิกาแบบที่พี่วอนอูใส่ และนาฬิกาแบบที่เขาเห็นในไอจีของรุ่นพี่ซึงซอล ถ้าเป็นนาฬิกาปกติหรือนาฬิกาที่กำลังเป็นที่นิยมก็คงไม่น่าแปลกที่จะมีคนใส่กันเยอะ แต่นี้มันนาฬิกายี่ห้อหรูและเป็นนาฬิการุ่นเก่าที่เลิกผลิตไปแล้ว คงมีไม่กี่คนหรอกที่จะใส่มัน
เขาอยากจะโทรหาอีกคนให้รู้แล้วรู้รอดแต่เพราะไม่มีเบอร์โทรของอีกคน
“มินกยูล่ะอยากจะบ้า ทำไมถึงไม่ขอเบอร์มานะ” มินกยูนึกพลางเขกหัวตัวเองเบาๆ
19.30 น.
“พี่ซึงซอล พี่รู้จักพี่วอนอูหรือเปล่าครับ” มินกยูถามขึ้นระหว่างกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังการซ้อมของวันสิ้นสุดลง
“นายมีอะไรหรือเปล่า” ซึงซอลถามกลับ
“อ๋อ เปล่าครับ”
“แล้วเย็นนี้นายรีบไปไหนป่ะ”
“ไม่นะครับ ทำไมหรอครับ”
“ป่ะ งั้นไปดื่มกัน” ซึงซอลพูดพลางโดดคอรุ่นน้องแล้วพากันเดินออกไปจากโรงยิม
“เอ่อแต่...” ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ
“มาเถอะน่าเดี๋ยวเฮียเลี้ยงเอง”
ร้านคุปส์บาร์
“มาๆนั่งๆ” ซึงซอลตบเบาะนั่งข้างๆตัวให้รุ่นน้องนั่งลง
“พี่มาที่นี่บ่อยหรอครับ” มินกยูถามพลางมองไปรอบๆ
“ฮ่าฮ่าฮ่า...นี่ร้านพี่เอง” ซึงซอลหัวเราะก่อนตอบ
“ห๊า...ร้านพี่หรอครับ หมายถึงพี่เป็นเจ้าของร้านหรอครับ”
“เข้าใจถูกแล้ว ถ้าว่างๆก็มาที่นี่ได้นะ”
“เอ่อ..ความจริงผมไม่ค่อยถนัดดื่มเท่าไรน่ะครับ”
“เหยยย อะไรกันเป้นผู้ชายมันก็ต้องมีเข้าสังคมกันบ้างสิ หรือจะมาเหล่สาวก็ได้นะ”
“อันนี้ยิ่งไม่ถนัดเลยครับ” พูดพลางโน้มตัวไปรับเครื่องดื่มมาจากอีกคน
ทั้งสองนั่งคุยอยู่อย่างนั้นจนเวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่รู้ แต่พอรู้ตัวอีกทีขวดโซจูเปล่าก็วางอยู่เต็มโต๊ะ
“เฮ้..นายไหวนะมินกยู” ซึงซอลสะกิดมินกยูที่ทำท่าเหมือนจะหลับเต็มที
แจ้งเตือนที่แสดงขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์ในขณะที่กำลังเล่นเกมนี่มันช่างน่าหงุดหงิดจัง วอนอูเหลือบมองดูชื่อของเจ้าของข้อความแล้วจำใจกดอ่าน
“อีกสิบนาทีลงมารับด้วย”
“อะไร ก็ขึ้นมาสิทำอย่างกับไม่เคยมา” วอนอูพิมพ์ตอบกลับไป
“ลงมาเถอะน่า มีเหยื่อมาให้ ถ้าไม่ลงมาจะเก็บไว้เองนะ”
“ก็ได้ๆ” แม้จะยังไม่เข้าใจแต่ก็ยอมทำตามไปก่อน
“ถ้าไม่มีอะไรน่าสนใจล่ะน่าดู” ไม่วายคาดโทษเพื่อนตัวเองเอาไว้ก่อน
“ช้าอ่ะ รอตั้งนาน เด็กนี่ก็ตัวหนักชะมัด” ซึงซอลบ่นทันทีที่เจอหน้าวอนอูที่เพิ่งจะเดินออกมาจากลิฟท์ของหอพัก
วอนอูยืนจ้องร่างของคนตัวโตที่อยู่ในสภาพที่หลับไม่ได้สติ
“ทำไมเป็นงี้อ่ะ” วอนอูถามขึ้น
“ก็เมื่อตอนกลางวันเด็กนี่แวะไปที่ห้องชมรมตอนที่นายหลับน่ะ”
“ห้ะ แล้ว..แล้ว..”
“แล้วก็กลับไปน่ะ”
“ไม่ใช่..แล้วเห็นหรือเปล่า”
“ไม่แน่ใจอ่ะ แต่วันนี้ตอนเลิกซ้อมก็ถามว่ารู้จักนายไหม”
“แล้วนายตอบว่าไง”
“ไม่ได้ตอบอะไรไป ถึงต้องชวนไปดื่มเนี่ย แต่ว่าก็คงช่วยนายได้แค่นี้นะ” พูดพลางส่งร่างคนไม่ได้สติให้กับอีกคน
“หนักอ่ะ” วอนอูพูดพลางเดินเข้าไปในลิฟท์
“บ๊ายบาย ฮ่าฮ่าฮ่า” พูดพลางหัวเราะใส่คนตัวเล็กที่ต้องแบกคนตัวโตกว่า “ที่เหลือก็นายแล้วนะ” พูดพลางขยิบตาให้ก่อนที่ประตูลิฟท์จะปิดลง
เป็นเวลาดึกพอสมควรแล้ว จึงไม่มีผู้คนตามทางเดิน ไม่อยากให้ใครมาเห็นสภาพของเขาที่ ทุลักทุเลตลอดทางเดินมาห้อง กับหนุ่มฮอตที่เมาจนไม่ได้สติแบบนี้ วอนอูทิ้งร่างของคนตัวโตลงบนเตียงของตัวเอง พลางพึมพำ “หนักเป็นบ้า” ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอ่านข้อความจากซึงซอล
“พรุ่งนี้วันหยุด~~นายก็...จัดการให้เด็กนั่นลืมเรื่องวันนี้ไปเลยนะ ฮ่าฮ่าฮ่า”
“อะไรเล่า”
“แหม่..พาเหยื่อมาให้ขนาดนี้แล้ว ถ้าไม่รีบตะครุบก็ระวังจะหลุดมือนะ”
วอนอูวางโทรศัพท์ในมือลงก่อนหันไปมองร่างไร้สติของอีกคนแล้วถอนหายใจ
เช้าวันต่อมา ...
แสงจากภายนอกที่ส่องเข้ามาแค่บางส่วนของห้องก็ทำให้รู้ได้ในทันทีว่าเป็นเวลาเช้าแล้ว แม้ว่าจะไม่รู้ว่าเป็นเวลากี่โมงแต่มินกยูก็รู้สึกว่าเขาหลับไปนานมากๆ มินกยูยันตัวลุกขึ้นนั่งและพยายามปรับสายตาให้เป็นปกติ ก่อนหันไปมองรอบๆ แล้วพบว่าที่นี่ไม่ใช่ห้องของตัวเอง ในขณะที่พยายามนึกว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน ก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่เขาหันไปเห็นร่างบางที่นอนคว่ำอ่านหนังสืออยู่บนพื้นห้องริมประตูระเบียง ชุดเสื้อกล้ามสีขาวตัวบางกับกางเกงบ๊อกเซอร์ขาสั้น เขากลืนน้ำลายลงคอแล้วรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่คับแน่นอยู่ภายในเป้ากางเกง สองขาเรียวที่ยกปลายเท้าขึ้นขยับไปมาอย่างคนอารมณ์ดี ยิ่งทำให้เนื้อผ้าแนบชิดกับผิว เนื้อบั้นท้ายกลมกลึงกำลังเคลื่อนไหวตามจังหวะขยับ มินกยูกำผ้าห่มแน่นพลางหลับตาแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ
“ไม่ได้นะมินกยู มานอนห้องเขาแล้วก็ยังจำไม่ได้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น จะมาทำอะไรแบบนี้ ตอนนี้ไม่ได้นะ” มินกยูนึก
“หื้มมม ตื่นแล้วหรอ” วอนอูที่ได้ยินเสียงขยับตัวของอีกคน เอ่ยทักขึ้นพลางเอี้ยวตัว ทำให้กางเกงบ๊อกเซอร์รั้งขึ้นไปจนถึงโคนขา
“ม่ายยยย หยุดนะพี่วอนอู หยุดขยับตัวเดี๋ยวนี้เลยนะ” มินกยูนึกพลางหันหน้าไปทางอื่น
“ขอโทษนะพอดีแอร์เสียน่ะ” วอนอูพูดพลางลุกขึ้น
“พี่่!!!!ไม่นะ” มินกยูนึกพลางมองอีกคนเพราะคำพูดของวอนอูทำให้เขาต้องหันหน้ากลับมาและเห็นว่าอีกคนกำลังจะลุกขึ้น เขาพยามบอกกับตัวเองว่ามันก็เป็นแค่การลุกขึ้นแบบธรรมดาทั่วไป แต่ทำไมพอเป็นพี่วอนอูมันถึงได้ออกมาดูพอร์นแบบนี้นะ
จากท่าเอี้ยวตัวที่พาให้เป้ากางเกงรั้งขึ้นไป ขาข้างขวาก็ค่อยๆขยับไปตั้งชันขึ้น ทำให้ส่วนที่ถูกรั้งยิ่งแนบชิด จนเห็นเป็นรูปเป็นร่างชายกางเกงก็ร่นขึ้นไปจนเผยให้เห็นโคนขาขาว และขาที่เล็กกว่าขากางเกงก็ทำให้สามารถมองเห็นไปถึงไหน
สองมือยันพื้นในท่าคุกเข่าก็ทำให้มินกยูคิดไปไกลเกินกว่าจะเป็นแค่ท่าลุก ถ้าเลือดกำเดาไหลได้ก็คงจะไหลอออกมาเต็มแล้ว ใจที่เต้นแรงจนแทบจะไม่เป็นจังหวะใบหน้าที่ร้อนผ่าวแผ่ซ่านความร้อนไปทั่วตัว มินกยูรู้สึกหายใจลำบากเต็มทน ยังไม่ทันที่อีกคนจะเดินมาถึงตัวเขาก็รีบขอตัวแล้วรีบวิ่งไปที่ห้องน้ำทันทีที่เรียกสติตัวเองมาได้ เพราะหากไม่รีบไปมีหวังพี่วอนอูไม่รอดแน่
“แอร์เสียหรอครับ” มินกยูถามขึ้นหลังจากที่หลบไปล้างหน้าล้างตาเรียกสติในห้องน้ำ
“อื้อ” วอนอูทำเสียงตอบแต่ยังไม่ละสายตาจากหนังสือที่ถืออยู่ในมือ
“แล้วพี่แจ้งช่างหรือยังครับ”
“วันนี้วันหยุดอ่า”
“จริงด้วย งั้นเดี่ยวผมดูให้ไหมครับ รีโมทอยู่ตรงไหนครับ” พูดพลางมองหา
“ไม่เป็นไรหรอก” วอนอูพูดพลางลุกขึ้นแล้วหันมาบิดขี้เกียจใส่คนตรงหน้า
เสื้อกล้ามสีขาวตัวบางที่ชื้นเหงื่อแนบชิดแผงอกจนทำให้ยอดอกเด่นชัดขึ้นมา สองแขนที่ชูขึ้นเหนือศรีษะก็พอให้ชายเสื้อค่อยๆเปิดขึ้นไปจนเผยหน้าท้องขาว และยังเนื้อผ้าบางๆของกางเกงที่แนบชิดส่วนนั้น
“นี่มันอะไรกัน พี่กำลังจะทำให้ผมคลั่งแต่เช้านะ” มินกยูนึกพลางกำชายเสื้อด้านหลังของตัวเองแน่น
“เฮ้อออ~~ค่อยหายเมื่อยหน่อย” วอนอูพูดพลางหันหลังกลับเดินไปนั่งลงบนเตียงนุ่ม
“งั้นพี่ไปอยู่ห้องผมก่อนก็ได้นะ”
“ห้ะ..ได้หรอ” พูดเสียงดังทำตาโตใส่อีกคน
“ได้สิครับ”
พอสิ้นเสียงตอบจากอีกคน ก็กวาดของใช้ใส่กระเป๋าถือใบโตแล้วทำท่าเดินไปยังประตูห้อง
“พี่จะไปไหน” มินกยูถาม
“อ้าว ก็ไปห้องนายไง”
“เปลี่ยนชุดก่อน”
“เปลี่ยนทำไมเดินไปแค่นี้เอง”
“เปลี่ยนชุดก่อนครับ”
“ไม่เอาอ่ะ ไม่เหม็นสักหน่อย” พูดพลางยกเสื้อขึ้นดม
“ไม่ใช่แบบนั้น” มินกยูพูดพลางคว้าแขนของอีกคนให้กลับเข้ามาในห้อง ขืนปล่อยไว้ใกล้ประตูมีหวังเปิดออกไปแน่ๆ
“แล้วทำไมต้องเปลี่ยนด้วย”
“มันโป๊!!”
“ไม่เห็นจะโป๊ตรงไหน ไม่ได้แก้ผ้าสักหน่อย” ยืนหน้างอบ่นพึมพำกับตัวเอง
ถึงจะเป็นแค่ทางเดินจากชั้นหนึ่งไปอีกชั้นหนึ่ฝของตึกแต่มินกยูไม่มีทางปล่อยให้พี่วอนอูเดินออกจากห้องด้วยชุดแบบนี้เด็ดขาดู
มินกยกับี่มือขวากำลังเลือกเสื้อผ้าในตู้ ส่วนมือข้างซ้ายก็ยังจับข้อมือของอีกคนไว้แน่น เพราะกลัวจะเดินออกไป
“อ๊ะ!ใส่” พูดสั้นๆพลางยื่นเสื้อยืดคอกลมกับกางเกงขายาวให้
“ไม่เอาอ่ะ ขี้เกียจจจจ” พูดพลางหล่นตัวของนั่งบนพื้นห้อง
“งอแงเป็นเด็ก เดี๋ยวไม่ให้ไปห้องนะ” มินกยูพูดพลางย่อตัวลงนั่งไปมองหน้าอีกคนก่อนใช้มือลูบแก้มเบาๆ
“งั้นไม่เปลี่ยนก็ได้ครับ แค่สวมทับก็พอ ยกมือขึ้นหน่อยครับ” พูดด้วยน้ำเสียงนุ่ม
วอนอูทำตามอย่างว่าง่าย
“ลุกขึ้นหน่อยนะครับ” มินกยูพูดหลังจากที่สวมเสื้อให้อีกคนเรียบร้อยแล้ว
เมื่อเห็นว่ายังไม่ยอมลุกก็ทำท่าจะอุ้มอีกคน แต่วอนอูก็ลุกขึ้นยืนเสียก่อน
“ยกขาซ้ายขึ้นหน่อยครับ” พูดพลางนั่งยองลงสวมกางเกงให้อีกคน
“จับไหล่ของผมไว้ก็ได้ครับ” พอเห็นว่าอีกคนจะเสียหลักจึงเสนอให้จับที่ไหล่ของตัวเองไว้
วอนอูทำตามอย่างว่าง่าย พลางนึกในใจว่า “เด็กนี่ก็น่ารักดีนะ”
“เรียบร้อยแล้วครับ” มินกยูพูดพลางลุกขึ้นยืน
ที่ห้อง 0817 (ห้องมินกยู)
“ผมขอไปอาบน้ำก่อนนะ แอร์เพิ่งเปิดอีกสักพักก็คงจะเย็นครับ” มินกยูพูดพลางวางรีโมทแอร์ในมือลงบนโต๊ะ ก่อนหยิบผ้าเช็ดตัวแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป
15 นาที ผ่านไป ...
มินกยูที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำ ยืนเช็ดผมพลางมองไปที่ชายร่างบางที่ยังคงนอนอ่านหนังสือในท่านอนคว่ำท่าเดิมเหมือนตอนก่อนที่เขาจะไปอาบน้ำ ต่างกันตรงที่กางเกงขายาวที่เคยสวมให้ ถูกโยนไปกองลงบนพื้นข้างเตียงตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
“พี่วอนอูนี่มัน...” นึกพลางกัดริมฝีปากล่างของตัวเองอย่างนึกหมั่นเขี้ยว ก่อนก้มลงเก็บกางเกงขึ้นมาพับแล้วนำไปวางไว้ที่ตู้เสื้อผ้า
“พี่กินข้าวหรือยังครับ”
“หึ” พูดทั้งๆที่ยังคงไม่ละสายตาออกจากหนังสือ
“พี่วอนอู หันมาคุยกันก่อน”
“หืมมม” ส่งเสียงออกมาแต่ก็ยังคงนอนอยู่ในท่าเดิม
“พี่จะกินอะไรครับ เดี๋ยวผมลงไปซื้อ”
“เหมือนนาย”
“แล้วเครื่องดื่มล่ะครับ”
“ชาเขียวนม”
“งั้นเดี๋ยวผมมานะครับ”
“อืมมมม”
ตั้งแต่มินกยูออกมาจากห้องน้ำจนเดินออกจากห้องไป แม้ว่าจะมีบทสนทนาเกิดขึ้นแต่วอนอูก็ยังคงไม่ละสายตาออกจากหนังสือเพื่อมาสบตากับคู่สนทนาเลยแม้แต่น้อย
กลับมาแล้วครับ
“งืมมมม”
“กินข้าวกันครับ”
“...”
“พี่วอนอูกินข้าวครับ” เรียกอีกครั้งหลังจากจัดโต๊ะเสร็จแต่อีกคนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะขยับตัวแม้แต่น้อย
“พี่วอนอูมากินข้าวครับ”
“อื้อออ”
“เดี๋ยวข้าวเย็นหมดนะ”
“แปบนึงกำลังสนุกเลย”
“หลายแปบแล้วนะ”
“แปบนึงเอง”
“ผมจะนับหนึ่งถึงสามนะ ถ้าพี่ยังไม่ลุกล่ะก็...”
To Be Continued…
minwon fiction by @Serenity1707
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น